แมวเป็นหวัดได้ไหม? อาการ สาเหตุ และวิธีดูแลเบื้องต้นอย่างถูกวิธี
แมวเป็นหวัดได้จริงหรือ?
คำตอบคือ ใช่ แมวสามารถเป็นหวัดได้ โดยมีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า “โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนบนในแมว” (Feline Upper Respiratory Tract Infection – FURI) ซึ่งมีลักษณะอาการคล้ายหวัดในคน เช่น ไอ จาม น้ำมูก ตาแฉะ ซึม เบื่ออาหาร ฯลฯ แต่สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียเฉพาะในแมว ซึ่งไม่ได้ติดต่อสู่คน
สาเหตุของหวัดในแมว
1. การติดเชื้อไวรัส
สาเหตุหลักที่ทำให้แมวเป็นหวัดมักมาจากไวรัส 2 ชนิด:
- FHV-1 (Feline Herpesvirus Type 1): ทำให้เกิดโรคหวัดแมวชนิดรุนแรง มีอาการตาแฉะ น้ำมูกไหล ไอ และแผลในช่องปาก
- FCV (Feline Calicivirus): ทำให้เกิดแผลในปาก จาม หายใจไม่สะดวก
2. การติดเชื้อแบคทีเรีย
มักเกิดขึ้นร่วมกับไวรัส ทำให้อาการรุนแรงขึ้น เช่น:
- Chlamydia felis: ทำให้ตาแดง ตาบวม และเยื่อบุตาอักเสบ
- Bordetella bronchiseptica: ทำให้ไอเรื้อรัง ไข้ และอักเสบของหลอดลม
3. ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ / ความเครียด
แมวที่เครียด เดินทาง เปลี่ยนที่อยู่ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมแออัด มีโอกาสป่วยได้ง่ายขึ้น
4. อากาศเย็น / เปลี่ยนฤดูกาล
อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะช่วงหน้าหนาว ทำให้แมวปรับตัวไม่ทันและเสี่ยงป่วย

อาการของแมวที่เป็นหวัด
- จาม น้ำมูกใส หรือข้น
- ตาแฉะ ตาบวม หรือเยื่อบุตาอักเสบ
- ไอ หรือเสียงหายใจผิดปกติ
- เบื่ออาหาร ซึม ไม่ร่าเริง
- มีไข้ ตัวร้อน
- ขนหยาบ ดูไม่สะอาด
- มีกลิ่นปาก หรือแผลในช่องปาก
หมายเหตุ: อาการจะแตกต่างกันตามชนิดของเชื้อและความรุนแรงของโรค
การวินิจฉัยโรคในแมวโดยสัตวแพทย์
หากแมวมีอาการหวัดต่อเนื่องเกิน 2 วัน ควรพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด โดยการวินิจฉัยอาจรวมถึง:
- การซักประวัติสุขภาพ
- การตรวจร่างกายทั่วไป
- การเก็บตัวอย่างน้ำมูก/ตา ส่งตรวจหาสายพันธุ์ไวรัส/แบคทีเรีย
- การตรวจเลือด
วิธีดูแลแมวที่เป็นหวัดเบื้องต้น
1. ทำความสะอาดตาและจมูก
ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นเช็ดน้ำมูก/น้ำตาวันละหลายครั้ง เพื่อไม่ให้เชื้อสะสม
2. เพิ่มความชื้นในอากาศ
ใช้เครื่องเพิ่มความชื้น หรือวางกะละมังน้ำในห้อง เพื่อช่วยให้แมวหายใจสะดวกขึ้น
3. กระตุ้นให้กินอาหาร
ใช้อาหารที่มีกลิ่นหอม เช่น ปลาทูน่า อาหารเปียก หรืออุ่นอาหารเล็กน้อยเพื่อให้มีกลิ่นมากขึ้น
4. แยกแมวป่วยออกจากแมวตัวอื่น
โรคหวัดแมวติดต่อกันได้ผ่านการสัมผัส การจาม น้ำมูก จึงควรแยกไว้ในห้องเฉพาะ
5. ปรึกษาสัตวแพทย์เรื่องการใช้ยา
ห้ามให้ยาแก้หวัดของคนเด็ดขาด เพราะอาจเป็นอันตรายต่อแมว ต้องใช้ยาตามคำแนะนำของสัตวแพทย์เท่านั้น เช่น:
- ยาต้านไวรัส (ถ้าเกิดจากไวรัส)
- ยาปฏิชีวนะ (ถ้าเกิดจากแบคทีเรีย)
- ยาลดน้ำมูก ยาหยอดตา ยาลดไข้
การป้องกันแมวเป็นหวัด
- พาแมวฉีดวัคซีนประจำปีครบถ้วน โดยเฉพาะ FVRCP
- รักษาความสะอาดของที่อยู่แมว
- เลี่ยงไม่ให้แมวสัมผัสแมวป่วย
- ลดความเครียด เช่น ไม่เปลี่ยนที่อยู่บ่อย
- คุมอุณหภูมิในบ้านให้พอดี ไม่หนาวหรือร้อนเกินไป

เคสตัวอย่าง: แมวหวัดเรื้อรังจากเชื้อ FHV
“เจ้าส้ม” เป็นแมวบ้านอายุ 3 ปี มีอาการตาแฉะ น้ำมูกข้น และเบื่ออาหารเป็นระยะ ๆ มาหลายเดือน เจ้าของพาไปหาหมอ พบว่าเป็นการติดเชื้อ FHV แบบเรื้อรัง ซึ่งเชื้อยังคงอยู่ในร่างกายแม้หายแล้ว การรักษาจึงต้องเน้นเสริมภูมิคุ้มกัน ให้ยาเฉพาะทาง และควบคุมอุณหภูมิในบ้าน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแมวเป็นหวัด
Q: แมวเป็นหวัดหายเองได้ไหม?
A: ในบางรายอาการไม่รุนแรง อาจหายได้ใน 5–7 วัน แต่หากเกิน 3 วันควรพบสัตวแพทย์
Q: หวัดแมวติดคนได้ไหม?
A: ไม่ติดครับ เป็นไวรัสเฉพาะแมว
Q: ให้ยาพาราเซตามอลกับแมวได้ไหม?
A: ห้ามเด็ดขาด พาราฯ เป็นพิษต่อแมวถึงขั้นเสียชีวิตได้
สรุป: แมวเป็นหวัดได้ ดูแลอย่างไรให้หายเร็ว
แมวเป็นหวัดได้จริง และอาจมีอาการเรื้อรังหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม เจ้าของควรสังเกตอาการเบื้องต้น เช่น จาม น้ำมูก ตาแฉะ และรีบดูแลทันที รวมถึงพาไปพบสัตวแพทย์หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2–3 วัน การป้องกันที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีน รักษาสิ่งแวดล้อมให้สะอาด และลดความเครียดในแมว

